กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน (Decaf Coffee) จะดีต่อร่างกายใช่หรือป่าว ?

49

หากเอ๋ยถึงกาแฟแล้วนั้นทุกคนก็น่าจะคุ้นชินกับการตำหนิดคาเฟอีนจากการดื่มกาแฟ แม้กระนั้นข้อเท็จจริงแล้วในขณะนี้ มีกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนกันแล้ว

แต่ว่าควรมีคนสงสัยแน่ๆครับว่า แล้วกาแฟที่มีคาเฟอีนนั้นมันไม่เหมือนกับกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนอย่างไร แล้วเจ้ากาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนนั้นมันดีต่อร่างกายใช่หรือไม่
กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนเป็นยังไง?
กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน หรือเรียกอีกในชื่อที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Decaf Coffee หรือมีชื่อเต็มว่า Decaffeinated coffee เป็นกาแฟที่ได้มาจากการเอาเม็ดกาแฟมาเข้าแนวทางการแยกคาเฟอีนออกมาจากตัวเม็ดออกถึง 97% ซึ่งการนำคาเฟอีนออกมาจากเม็ดกาแฟครับผม ก็มีหลายแนวทางร่วมกันซึ่งแต่ละแนวทางนั้นจะมีการใช้ที่เช่นกันได้แก่การใช้น้ำเข้ามาทำลายอินทรีย์สารหรือคาร์บอนไดออกไซด์ แนวทางกลุ่มนี้ก็จะเอาตัวเม็ดกาแฟมาล้างในตังทำละลายทำจนกระทั่งคาเฟอีนนั้นจะถูกสกัดออกมา แล้วก็แยกตัวทำละลายออกไป
คาเฟอีนสามารถทำสกัดออกมาได้ด้วยการที่พวกเราใช้คาร์บอนไดออกไซด์ หรือตัวกรองของถ่าน ซึ่งขั้นตอนการที่พวกเราบอกมาข้างต้นนี้ เรียกว่าแนวทางการน้ำของสวิส (Swiss Water Process) เม็ดการแฟที่ถูกนำไปเอาแนวทางการน้ำของสวิสก็คือการนำไปสกัดคาเฟอีนออกก่อนจะนำไปคั่วและก็บดจะได้คุณไม่มีความแตกต่างจะกาแฟที่มีคาเฟอีนเลย โดยรวมทั้งผองนั้นไม่เหมือนกันแค่เพียงปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในผงกาแฟแค่นั้น แม้กระนั้นอย่างไรก็ดีครับผม กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนนั้นจะมีกลิ่นที่ฉุนและก็แรงกว่ากาแฟที่มีคาเฟอีนบางส่วน และจะรวมทั้งสีของตัวกาแฟเองอีกด้วย จะแปรไปมากมายหรือน้อยก็ขึ้นกับการน้ำไปใช้งาน โดยทั่วไปแล้วนั้นกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนนั้น จะเป็นที่โปรดของผู้ที่รับประทานกาแฟ แม้กระนั้นเกลียดความขมรวมทั้งกลิ่นของมัน
กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนนั้นดีต่อร่างกายใช่หรือ?
ได้จากการเล่าเรียนของ ดร.แวน ดาม ได้พบว่า กาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเสมือนเหมือนกับกาแฟที่มีคาเฟอีน โดยกาแฟที่ถูกสกัดเอาคาเฟอีนออกนั้นจะมีโพลีนอลอยู่ คลอโรจีนิก รวมทั้งลิกแนน ซึ่งจะต้องพูดว่าสิ่งกลุ่มนี้นั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย เพราะเหตุว่าด้วยเหตุว่าโพลีฟีนอลนั้นจช่วยทำให้ร่างกายของมนุษย์นั้นต่อสู้กำพิษต่างๆที่อยู่ภายในร่างกายของมนุษย์ได้ อย่างเช่น รังสีอัลตร้าไวโอเลต และก็เชื้อโรคต่างๆหลากหลายประเภท นอกเหนือจากนั้นก็ยังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย
คืออะไรกันบ้างละครับ หวังว่าเนื้อหานี้ที่พวกเราเขียนนั้นจะมีคุณประโยชน์ต่อทุกคนที่เข้ามาอ่านกันครับ